ช่วงที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เดินทางมายังเชียงใหม่ ในเส้นทางที่ไม่เคยเดินทางเลย อาจเป็นเพราะว่ามันเป็นเส้นทางที่อ้อมเมือง อ้อมไปเรียกได้ว่าแสนไกลเลยทีเดียว
จากบ้านที่ใกล้กับอ.เชียงแสน ไปยัง อ.แม่จัน ตามเส้นทาง แม่จัน-ท่าตอน แล้วกลับสู่อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ตรงสู่ตัวอ.เมืองเชียงใหม่
กับการนั่งรถไปกับรุ่นน้องนักศึกษาสถาปัตย์ในยามกลางคืน ด้วยความที่ว่าผมสายตาเริ่มแย่ลงมาก ประกอบกับแว่นตาพัง จึงจำใจให้รุ่นน้องคนนี้ขับ โดยปกติท่าทางเค้าจะดูเฉื่อยๆ เหมือนสนใจเฉพาะเรื่องๆ แต่พอขับรถ บอกได้คำเดียวว่า ผมไม่กล้านอนเลย แม้จะต้องใช้เวลาเดินทางร่วม 6 ชั่วโมง (หากใช้เส้นทางปกติ 4 ชั่วโมง) แต่ก็สามารถทำให้ผมตาสว่างได้ตลอดทาง ระหว่างทางนั้น ทางบนเขา ละอองฝนค่อยๆโปรยลงมา มีรถกระบะที่แซงไปท้างหน้า น้องชายคนนี้เค้า้เริ่มบ่น "ถนนลื่นยังจะขับเร็วอีก ท่าจะไม่อยากไปถึงที่ซะละม้าง
" ไม่ทันขาดคำ รถข้างหน้าก็หมุนหนึ่งรอบแล้วคนขับท่าทางตกใจมา เบรคแล้วจอดนิ่งข้างทาง น้องเค้าก็จอดดู ยังไม่ทันลงจากรถ คนขับก็ตั้งสติได้ แล้วก็ค่อยๆ ออกรถไปใหม่ (เคราะห์ดีไม่มีใครบาดเจ็บอะไร) ผมถามเค้าว่า รู้ได้ไงว่าถนนลื่น ทั้งๆที่ไม่เคยขับเส้นนี้ (ปกติเค้าจะขับสิบล้อส่งของตอนกลางคืนจากกรุงเทพ-ชลบุรี) เค้าก็บอกว่า "เวลาฝนตกหน่ะ ถ้าฝนตกหนักถนนจะลื่นน้อยกว่าเวลาฝนตกแบบเบาๆเยอะเลย แล้วที่สำคัญยิ่งถนนมีเงาสะท้อนมากเท่าไรยิ่งอันตรายมากเท่านั้น" จากปกติที่ต้องเป็นคนสอนมากมาย การนั่งรถอ้อมเมืองเที่ยวนี้ก็ไม่เสียหาย เพราะน้องเค้าคอยอธิบายเรื่องรถตลอดทาง ซึ่งปกติผมไม่รู้เรื่องเลย ในที่สุดก็ได้กลับมาถึงยังเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพ ที่แน่นอนคือ ผมคงจำการเดินทางครั้งหนึ่งบนเส้นทาง แม่จัน-ฝาง กับคนขับสิบล้อหน้าเด็กคนหนึ่ง
2008/Jul/13
2008/Mar/16
ราวสามอาทิตย์ก่อนผมมีโอกาสได้ไปช่วยสอนนักศึกษาปี 3 ที่ค่ายสำรวจ ซึ่งเป็นที่ๆผมเคยไปเรียนที่นั่นสมัยปี 3 (ราว 2 ปีก่อน) ที่นั่นยังไม่เปลี่ยนไปเลย ทั้งหมู่บ้าน ทั้งตัวค่าย ทั้งบริเวณรอบๆของค่าย มันยังเป็นค่ายสำรวจที่ค่อนข้างดูแห้งแล้ง ต้นไม้แทบไม่มีใบสักต้น คงเป็นเพราะป่าบริเวณนี้เป็นป่าไม้สัก และไม้พลัดใบอื่นๆ จึงดูบรรยากาศแสนจะหดหู่จริงๆ
ที่ค่ายนั่นอากาศดีครับ แต่ว่าจะหาปัจจัยทางโลกอื่นๆยากมาก ไม่มีโทรศัพท์(แต่มีสัญญาณมือถือแล้วครับ สองปีก่อนไม่มีเลย) ไม่มีบัตรเติมตัง ไม่มีร้านสะดวกซื้อ(ร้านขายของธรรมดายังหาไม่เจอ) ไม่มีรถรับจ้างผ่าน(เส้นทางที่ใกล้ที่สุดที่รถผ่านคือ 2 กิโลเมตร) แต่ที่ค่ายนี่จะมีเพื่อนอยู่
สองปีก่อนผมมองว่าค่ายนี้น่าเบื่อ เหนื่อย แต่ที่ผมจำได้ดีคือ เพราะมีเพื่อนๆที่เราไว้ใจได้อยู่ มีเพื่อนที่เราเชื่อใจได้อยู่ เลยสามารถทำการสำรวจรังวัดจนได้แผนที่ 1 แผ่นมาได้
ปีนี้ก็ไม่ต่างกันมากหรอกครับ แต่เปลี่ยนไปตรงที่ว่า เพื่อนที่เคยอยู่ด้วยกันในตอนนั้นแยกย้ายไปหมดแล้ว แต่ละคนเดินไปตามเส้นทางที่ตัวเองเลือก ที่นี่เองก็แทบจะไม่มีสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ที่พวกเราเคยทำไว้ด้วยกันแล้ว และที่เปลี่ยนไปมากคือ จากที่เคยต้องเป็นคนลงมือทำงานเหล่านั้น ผมก็เป็นเพียงผู้สังเกตุการณ์และคอยให้คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังเรียนรู้อย่างที่พวกผมเคยเรียนรู้...
ต้นไม้ใหญ่จะทำหน้าที่บังลมบังแดดบังฝนให้ต้นไม้เล็กๆ รอวันที่พวกต้นไม้เล็กๆจะเติบโตขึ้นมา เมื่อไม้ใหญ่โค่นลงไม้เล็กๆเหล่านี้ต้องทำหน้าที่เดียวกันนี้ เพื่อต้นไม้เล็กๆรุ่นหลังต่อไป... เป็นสิ่งที่ผมเคยได้ยินใครบางคนบอกไว้ และเป็นภาพที่ผมมองเห็นได้ ในป่าที่ค่ายแห่งนี้ ค่ายที่เคยสอนพวกผมให้อดทน ให้ตั้งใจ และให้พวกผมเติบโต...
2008/Feb/08
ได้ฟังเพลงนี้จากรายการ i'm siam มานานแล้ว แต่ไม่รู้ว่าของใคร
ไม่รู้ว่าชื่อเพลงอะไร จนเมื่อวานเดินๆไป หูได้ยินเพลงนี้เข้า
เลยหยุดกึก แล้วก็ตามหาเสียง แล้วถามคนที่กำลังเปิดว่าเพลงนี้
ชื่อเพลงอะไร ก็ได้คำตอบมา เลยหามาให้ฟังดูครับ